แจกตัวอย่าง PDCA ในการทํางาน (Plan-Do-Check-Act)

By Rachavit Whangpatanathon I MD at ANGA Group

19 MAY 25

2.5k

12 (2).webp

PDCA เป็นเครื่องมือพัฒนาคุณภาพที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการธุรกิจ เพราะช่วยให้องค์กรแก้ปัญหาและพัฒนาได้อย่างเป็นระบบ ANGA Mastery รวบรวมข้อมูลทั้ง PDCA คืออะไร ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง มีประโยชน์ต่อธุรกิจอะไร และตัวอย่าง PDCA ในการทำงานที่นำไปใช้ได้จริง เพื่อให้คุณเข้าใจและนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจ เพราะปัญหาเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกธุรกิจต้องเจอ แต่การมีเครื่องมือที่ดีช่วยแก้ปัญหาจะทำให้คุณก้าวหน้าได้เร็วกว่าคู่แข่ง

PDCA คืออะไร

PDCA คือแนวทางการทำงานแบบเป็นขั้นตอนที่ช่วยให้องค์กรหรือบุคคลสามารถพัฒนางานให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการวางแผนอย่างรอบคอบ ลงมือทำตามแผน ตรวจสอบผลลัพธ์ และปรับปรุงจากสิ่งที่พบเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี โดย PDCA ย่อมาจาก Plan-Do-Check-Act ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้เรื่อย ๆ จนกลายเป็นวงจรการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง เหมาะกับการประยุกต์ใช้ในทุกระดับของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหา พัฒนาคุณภาพ หรือเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาว

PDCA ประกอบด้วยอะไรบ้าง

PDCA ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนที่เชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถพัฒนาและปรับปรุงการทำงานได้อย่างเป็นระบบ คือ Plan, Do, Check และ Act โดยทุกขั้นตอนมีบทบาทสำคัญและต้องอาศัยความเข้าใจที่ชัดเจนจึงจะสามารถนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. Plan – วางแผน

ขั้นตอนแรกของการทำ PDCA คือ Plan หรือการวางแผนอย่างรอบคอบ ขั้นตอนนี้เน้นการกำหนดเป้าหมายให้ชัด วิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ และวางแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับทรัพยากรและสถานการณ์ รวมถึงต้องมีการกำหนดตัวชี้วัด (KPI) เพื่อใช้ประเมินผลในขั้นตอนถัดไป พร้อมแปลงแนวคิดเป็นแผนงานที่สามารถปฏิบัติได้จริงด้วย

 2. Do – ลงมือทำ

เมื่อมีแผนที่ชัดเจนแล้ว ขั้นตอนถัดมาคือการนำแผนนั้นมาใช้จริง โดยเริ่มต้นจากการลงมือทำในส่วนที่ควบคุมได้ง่าย เพื่อให้เห็นภาพรวมของกระบวนการและตรวจสอบปัญหาที่อาจเกิดขึ้น การเริ่มจากส่วนเล็ก ๆ ก่อนจะช่วยให้ทีมสามารถจัดการความเสี่ยงได้ดีกว่า และสามารถเก็บข้อมูลเบื้องต้นมาใช้ประเมินก่อนปรับใช้ในระดับที่กว้างขึ้น

3. Check – ตรวจสอบผล

หลังจากดำเนินงานไปตามแผนแล้ว ต้องมีการตรวจสอบผลลัพธ์อย่างเป็นระบบ โดยเปรียบเทียบกับเป้าหมายและตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก จุดนี้จะช่วยให้เห็นว่าอะไรที่ทำได้ดี และอะไรที่ยังต้องปรับปรุง ควรตรวจสอบทั้งกระบวนการและผลลัพธ์ เพื่อวิเคราะห์ว่าเกิดจากการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ หรือเป็นเพียงสถานการณ์เฉพาะหน้าที่เอื้อให้สำเร็จ

4. Act – ปรับปรุงและพัฒนา

เมื่อได้ข้อมูลจากการตรวจสอบแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำข้อค้นพบมาปรับใช้ให้เหมาะสม เพื่อให้กระบวนการดีขึ้นในรอบถัดไป หากพบว่าสิ่งที่ลงมือทำนั้นยังไม่ตอบโจทย์ ก็ควรปรับแผนให้เหมาะกับบริบทจริงที่เกิดขึ้น จุดสำคัญคือการเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วนำไปใช้เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการสร้างระบบที่มั่นคงและยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว

ตัวอย่าง PDCA ในการทํางาน

PDCA เป็นเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในหลากหลายธุรกิจ เราจึงเอาตัวอย่าง PDCA ในการทำงานมาฝากกัน 3 ธุรกิจ ได้แก่ธุรกิจบริษัทรับทำ SEO ที่ต้องปรับกลยุทธ์ตามการเปลี่ยนแปลงของอัลกอริทึม, ร้านอาหารที่ต้องแก้ปัญหายอดขายและการบริการ และโรงงานผลิตเสื้อผ้าที่ต้องลดของเสียในกระบวนการผลิต

1. ธุรกิจบริษัทรับทำ SEO

ตัวอย่าง PDCA ในการทำงานของบริษัทรับทำ SEO สำหรับธุรกิจร้านขายเครื่องสำอาง ที่ต้องการเพิ่มยอดขายผ่านการทำ SEO บนเว็บไซต์ E-Commerce

  • Plan วิเคราะห์เว็บไซต์ปัจจุบันของลูกค้า ทำ Keyword Research เพื่อค้นหาคำที่มีโอกาสทำอันดับได้ดี และกำหนดเป้าหมาย KPI อย่างชัดเจน เช่น เพิ่ม Organic Traffic 30% ภายใน 3 เดือน
  • Do ปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ ปรับแต่ง Meta Tags และ Headings ตามคีย์เวิร์ดเป้าหมาย สร้างบทความ SEO ที่มีคุณภาพด้วยคีย์เวิร์ดที่มี Search Volume สูง ๆ แต่เป็นไปได้
  • Check:หลังจากดำเนินการ 2 เดือน ตรวจสอบอันดับของคีย์เวิร์ดและปริมาณทราฟฟิกพบว่า ทราฟฟิกบนเว็บไซต์เพิ่มขึ้น 20% แต่ยังไม่ถึงเป้า 30% อันดับคีย์เวิร์ดหลักบางตัวยังไม่ขึ้นหน้าแรก และมีปัญหาคะแนน Core Web Vitals ที่ส่งผลต่ออันดับ
  • Act ปรับแผนกลยุทธ์ SEO โดยเพิ่มการปรับปรุงความเร็วเว็บไซต์ เพิ่มเนื้อหาเชิงลึกที่มีความเฉพาะทางมากขึ้น และหาเว็บไซต์พันธมิตรเพื่อสร้าง Backlink ที่มีคุณภาพเพิ่มเติม แล้วทำ PDCA รอบใหม่

2. ธุรกิจร้านอาหาร

ตัวอย่างร้านอาหารญี่ปุ่นฟิวชั่นที่ใช้ PDCA ในการแก้ปัญหาเมนูขายไม่ดีในช่วงกลางวัน

  • Plan วิเคราะห์ยอดขายแต่ละช่วงเวลา ทำแบบสอบถามลูกค้า และสำรวจคู่แข่งในละแวกเดียวกัน ตั้งเป้าเพิ่มยอดขายช่วงกลางวัน 30% ภายใน 1 เดือน
  • Do ออกแบบเซตอาหารกลางวันราคาประหยัด เพิ่มเมนูที่ทานได้เร็วสำหรับคนทำงาน ปรับการตกแต่งร้านให้มีแสงสว่างมากขึ้น และทำโปรโมชันลด 15% สำหรับลูกค้าที่มาทานในช่วงเวลา 11.30 - 13.30 น.
  • Check หลังดำเนินการ 2 สัปดาห์ พบว่ายอดขายช่วงกลางวันเพิ่มขึ้น 20% แต่มีปัญหาการรอคิวนาน ลูกค้าบางส่วนไม่พอใจและไม่กลับมาใช้บริการซ้ำ
  • Act ปรับปรุงกระบวนการทำงานในครัว เตรียมวัตถุดิบล่วงหน้าสำหรับเมนูขายดี เพิ่มพนักงานในช่วงกลางวัน และพัฒนาระบบจองโต๊ะล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชัน แล้วเริ่มวงจร PDCA ใหม่

3. โรงงานผลิตเสื้อผ้า

โรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปมีการใช้หลักการ PDCA เพื่อลดของเสียในกระบวนการผลิต

  • Plan รวบรวมข้อมูลของเสียย้อนหลัง 3 เดือน พบว่ามีอัตราของเสีย 8% โดยส่วนใหญ่เกิดจากการตัดผ้าไม่ได้ขนาดและการเย็บผิดแบบ ตั้งเป้าลดของเสียเหลือ 3% ภายใน 2 เดือน
  • Do จัดอบรมทักษะให้พนักงานตัดและเย็บ ปรับปรุงแสงสว่างในพื้นที่ทำงาน ติดตั้งอุปกรณ์ช่วยวัดขนาดที่แม่นยำขึ้น และปรับระบบตรวจสอบคุณภาพระหว่างกระบวนการผลิตแต่ละขั้นตอน
  • Check หลังดำเนินการ 1 เดือน พบว่าอัตราของเสียลดลงเหลือ 5% แต่ยังไม่ถึงเป้าหมาย และพบปัญหาใหม่คือพนักงานทำงานได้ช้าลงเพราะต้องตรวจสอบคุณภาพมากขึ้น
  • Act จัดหาเครื่องจักรตัดผ้าแบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ออกแบบระบบตรวจสอบคุณภาพที่ไม่ทำให้กระบวนการผลิตช้าลง และจัดทำคู่มือมาตรฐานการทำงานที่ชัดเจน แล้วเริ่มวงจร PDCA รอบใหม่

PDCA มีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไร

PDCA เป็นเครื่องมือที่ช่วยธุรกิจวางระบบการทำงานให้เป็นขั้นตอน ทำให้พัฒนาได้อย่างต่อเนื่องและแก้ปัญหาได้ตรงจุด หลายองค์กรนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด ลองมาดูว่า PDCA มีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไรบ้าง

วิเคราะห์ธุรกิจได้อย่างแม่นยำ

PDCA ช่วยให้เรามองธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในขั้นตอนการวางแผน เราจะได้เห็นว่าธุรกิจมีจุดแข็งจุดอ่อนตรงไหน ต้องแก้ไขหรือพัฒนาอะไรบ้าง หลายบริษัทมักพลาดในการประเมินสถานการณ์ของตัวเอง ทำให้วางเป้าหมายไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง แต่เมื่อใช้ PDCA เราจะมีข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้ว ทำให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น และมองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่อาจไม่เคยคิดถึงมาก่อน

ลดความสูญเสียในขั้นตอนที่ไม่จำเป็น

ธุรกิจหลาย ๆ แห่งเสียทั้งเวลาและเงินไปกับขั้นตอนที่ไม่จำเป็นหรือซ้ำซ้อน PDCA ช่วยให้เราเห็นว่าส่วนไหนในการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือเปลืองทรัพยากรเกินไป เช่น การประชุมที่ยาวเกินความจำเป็น กระบวนการอนุมัติที่ต้องผ่านหลายขั้นตอน หรือการผลิตที่มีของเสียเยอะ การตรวจสอบและวิเคราะห์อย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มกำไรให้ธุรกิจได้ในระยะยาว

เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า

ลูกค้าคือคนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอด ซึ่ง PDCA จะช่วยให้เราเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น เพราะมีการเก็บข้อมูลและนำมาวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง เมื่อรู้ว่าลูกค้าชอบหรือไม่ชอบอะไร เราก็สามารถปรับสินค้าหรือบริการให้ตรงใจมากขึ้น ธุรกิจที่ใช้ PDCA จะปรับตัวได้ไวกว่าคู่แข่ง เช่น ร้านอาหารที่ปรับเมนูตามความนิยมของลูกค้า หรือบริษัทที่ปรับปรุงขั้นตอนการส่งสินค้าให้รวดเร็วขึ้น

สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กร

PDCA ทำให้ทุกคนในองค์กรกล้าคิดและกล้าทำสิ่งใหม่ ๆ เพราะมีระบบรองรับความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น พนักงานไม่กลัวที่จะทดลองวิธีการใหม่เพราะรู้ว่ามีการตรวจสอบและปรับปรุงเป็นขั้นตอน องค์กรที่ใช้ PDCA จะมีบรรยากาศการทำงานที่เปิดกว้าง พนักงานกล้าแสดงความคิดเห็น เช่น บริษัทเทคโนโลยีที่ให้พนักงานทดลองไอเดียใหม่ๆ โดยผ่านกระบวนการพัฒนาและทดสอบอย่างเป็นระบบ

ปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น

ในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ธุรกิจที่อยู่นิ่งมักจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง PDCA ช่วยให้องค์กรตื่นตัวอยู่เสมอเพราะมีการทบทวนและปรับปรุงเป็นประจำ เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน หรือคู่แข่งปรับกลยุทธ์ ธุรกิจที่ใช้ PDCA จะรับรู้และปรับตัวได้ทัน เช่น ห้างสรรพสินค้าที่ปรับตัวสู่ออนไลน์เมื่อเห็นแนวโน้มการช้อปปิ้งไม่เหมือนเดิม หรือโรงแรมที่ปรับรูปแบบการให้บริการตามพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป

สรุป

PDCA คือเครื่องมือที่มีประโยชน์และนำไปใช้ได้จริงกับทุกธุรกิจ ตามที่เห็นจากตัวอย่าง PDCA ในการทำงานที่เราได้นำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัลเอเจนซี่รับทำ SEO ที่ปรับกลยุทธ์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของอัลกอริทึม ร้านอาหารที่แก้ปัญหายอดขายตกในช่วงกลางวัน หรือโรงงานเสื้อผ้าที่ต้องการลดของเสียในกระบวนการผลิต ทุกธุรกิจล้วนได้ประโยชน์จากการวางแผน ลงมือทำ ตรวจสอบและปรับปรุงอย่างเป็นระบบ การนำ PDCA มาใช้อย่างต่อเนื่องจะช่วยให้คุณค้นพบปัญหา แก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด และพัฒนาธุรกิจให้แข็งแกร่งในระยะยาว ลองเริ่มต้นนำไปปรับใช้กับส่วนใดส่วนหนึ่งของธุรกิจก่อน แล้วคุณจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

Related News

องค์กรที่ประสบความสําเร็จวัดจากอะไร?

ในฐานะที่มีหน้าที่ขับเคลื่อน “คน” ในองค์กร เรามักเจอคำถามซ้ำ ๆ ว่า “องค์กรที่ประสบความสำเร็จวัดจากอะไร?” ดูเป็นคำถามง่าย ๆ แต่ก็ตอบกันได้ยาก เพราะความสำเร็จของแต่ละองค์กรก็นิยามออกมาแตกต่างกัน บางองค์กรชี้วัดจากกำไร บางแห่งเน้นพนักงานมีความสุข หรือบางบริษัทอาจยึดความยั่งยืนเป็นเป้าหมายใหญ่คำถามคือ แล้วขององค์กรเรา...วัดจากอะไรดี? วันนี้ ANGA MASTERY จะมาแชร์ 5 ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้คุณสามารถประเมินความสำเร็จขององค์กรได้อย่างชัดเจนและแม่นยำ พร้อมกับเช็คลิสต์ที่คุณสามารถนำไปใช้ได้ทันที

เปิด 10 อันดับ บิวตี้บล็อกเกอร์ในไทย สายบิวตี้ ต้องติดตามไว้เลย 2025

รวม 10 อันดับบิวตี้บล็อกเกอร์หรืออินฟลูเอนเซอร์สายบิวตี้ในไทยที่มียอดฟอล เยอะที่สุด อัปเดตล่าสุดปี 2025 ใครที่รักเรื่องความสวยความงาม ห้ามพลาด!

รู้ก่อนโพสต์! fyp คืออะไร? พร้อม 3 ทริคทำคอนเทนต์ลง TikTok ยังไงให้ปัง

For You Page หรือ fyp คืออะไรกันแน่ คนมักเลือกที่จะทำคลิปใน TikTok กันมากขึ้นเพื่อให้เป็นกระแส แต่ไม่ค่อยมีใครดูเลยต้องใส่ #fyp ตลอด

องค์กรที่ประสบความสําเร็จวัดจากอะไร?

ในฐานะที่มีหน้าที่ขับเคลื่อน “คน” ในองค์กร เรามักเจอคำถามซ้ำ ๆ ว่า “องค์กรที่ประสบความสำเร็จวัดจากอะไร?” ดูเป็นคำถามง่าย ๆ แต่ก็ตอบกันได้ยาก เพราะความสำเร็จของแต่ละองค์กรก็นิยามออกมาแตกต่างกัน บางองค์กรชี้วัดจากกำไร บางแห่งเน้นพนักงานมีความสุข หรือบางบริษัทอาจยึดความยั่งยืนเป็นเป้าหมายใหญ่คำถามคือ แล้วขององค์กรเรา...วัดจากอะไรดี? วันนี้ ANGA MASTERY จะมาแชร์ 5 ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้คุณสามารถประเมินความสำเร็จขององค์กรได้อย่างชัดเจนและแม่นยำ พร้อมกับเช็คลิสต์ที่คุณสามารถนำไปใช้ได้ทันที

เปิด 10 อันดับ บิวตี้บล็อกเกอร์ในไทย สายบิวตี้ ต้องติดตามไว้เลย 2025

รวม 10 อันดับบิวตี้บล็อกเกอร์หรืออินฟลูเอนเซอร์สายบิวตี้ในไทยที่มียอดฟอล เยอะที่สุด อัปเดตล่าสุดปี 2025 ใครที่รักเรื่องความสวยความงาม ห้ามพลาด!

รู้ก่อนโพสต์! fyp คืออะไร? พร้อม 3 ทริคทำคอนเทนต์ลง TikTok ยังไงให้ปัง

For You Page หรือ fyp คืออะไรกันแน่ คนมักเลือกที่จะทำคลิปใน TikTok กันมากขึ้นเพื่อให้เป็นกระแส แต่ไม่ค่อยมีใครดูเลยต้องใส่ #fyp ตลอด

logo

ติดต่อเรา

ANGA Mastery คือแพลตฟอร์มแห่งการเรียนรู้ด้านการตลาดในยุคดิจิตอล ที่ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของเอเจนซีชั้นนำที่เคยลงมือทำจริง เรียนรู้เทคนิคที่ใช้ได้ผลจริง และนำไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณได้ทันที เหมาะสำหรับ ผู้บริหารองค์กร เช่น CEO, MD, VP, ผู้บริหารระดับสูง นักการตลาดระดับสูง เช่น Marketing Manager และ เจ้าของธุรกิจ