Performance Marketing คืออะไร ใช้อะไรวัดผล ต่างจากการตลาดทั่วไปอย่างไร ?

Featured Image

ในยุคที่การแข่งขันทางการตลาดสูงขึ้นเรื่อย ๆ การทำการตลาดแบบ “คาดหวังผลลัพธ์” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป หลายธุรกิจพบว่าการลงทุนในการตลาดแบบเดิม ๆ นั้นมักจะไม่สามารถวัดผลได้ชัดเจน และที่สำคัญคือไม่รู้ว่าเงินที่ลงทุนไปนั้น กลับมาในรูปของยอดขายหรือลูกค้าใหม่จริง ๆ นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำการตลาดในรูปแบบของ Performance Marketing ซึ่งคือการทำการตลาดแบบวัดผลได้ เช่น หากคุณลงเงินไป 10,000 บาท คุณสามารถวัดผลได้ว่ามันให้ผลตอบลัพธ์คุณกลับมาเท่าไหร่นั่นเอง

สำหรับผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจ การเปลี่ยนงบประมาณการตลาดจาก “ค่าใช้จ่ายแบบสิ้นเปลือง” ให้กลายเป็น “การลงทุนที่สามารถวัดผลได้จริง” จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอดของธุรกิจในยุคนี้ หากคุณกำลังมองหาหนทางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจคุณ ผ่านการทำการตลาดที่สามารถวัดผลได้จริง (Performance Marketing) บทความนี้จะปูพื้นฐานความเข้าใจเชิงลึกให้เห็นภาพมากขึ้น

Performance Marketing คืออะไร

Performance Marketing คือ รูปแบบการทำการตลาดที่เน้นการ “วัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงได้” (Results-Based) ไม่ว่าจะเป็นการคลิก (Clicks), การลงทะเบียน (Leads), การสั่งซื้อ (Sales) หรือการกระทำอื่น ๆ ที่สามารถระบุเป็นตัวเลขและมูลค่าได้ชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากการทำการตลาดทั่วไป หรือการตลาดรูปแบบดั้งเดิม (Traditional Marketing) ที่อาจจะเน้นไปที่การสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) หรือการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจำนวนมาก (Mass)  แต่ไม่สามารถตอบคำถามสำคัญได้ว่า “การเข้าถึงนั้น ๆ นำไปสู่การซื้อจริง หรือเกิดยอด Conversion ขึ้นจริงหรือไม่” 

สิ่งที่ทำให้ Performance Marketing โดดเด่นคือ การที่สามารถติดตามและวิเคราะห์ Data ที่เกิดขึ้นในทุก ๆ ขั้นตอนของการเดินทางของลูกค้า (Customer Journey) ตั้งแต่เริ่มรู้จักแบรนด์ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อสินค้า ทำให้สามารถปรับกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจากงบประมาณที่มี แนวคิดนี้จึงเป็นทักษะที่ นักการตลาดดิจิทัล ยุคใหม่จำเป็นต้องมี

ยกตัวอย่างการทำการตลาดแบบรูปแบบดั้งเดิม (Case Study)

(Case Study) “ยกตัวอย่างบริษัท A ลงเงินกับการจ้างสื่อ (PR Media) ให้ช่วยโปรโมท Product ที่กำลังจะเปิดตัวเร็วๆนี้ โดยที่ทุ่มเงินไปจำนวน 100,000 บาท แต่เมื่อ Campaign สิ้นสุดลง กลับไม่สามารถวัดผลได้ว่า Campaign PR Media ที่จ้างสื่อไป คิดเป็น Return กลับมาให้บริษัท A เป็นจำนวนเท่าไหร่” จึงกลายเป็นการทำการตลาดแบบเดาสุ่ม โดยที่ไม่รู้ว่าลงเงินไปจำนวนดังกล่าว จะได้เป็นรายได้กลับมาเท่าไหร่

ยกตัวอย่างการทำการตลาดแบบวัดผลได้ (Case Study)

(Case Study) “ยกตัวอย่างบริษัท B ตัดสินใจใช้งบโฆษณา Facebook เดือนละ 10,000 บาท หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 300–350 บาท แทนที่จะโฟกัสเพียงจำนวนการมองเห็นหรือยอดไลก์ บริษัทเลือกกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่า “การมีผู้ทักข้อความเข้ามาทาง Facebook Page” คือ Conversion ที่ต้องการ เมื่อโฆษณาเริ่มทำงาน มีผู้สนใจติดต่อเข้ามาทั้งหมด 100 คน และจากผู้ติดต่อเหล่านี้ สามารถเปลี่ยนเป็นลูกค้าจริงได้ 20 คน 

ในมุมของ Performance Marketing เราจะนำตัวเลขนี้มาหาความคุ้มค่าทันที โดยคิดเป็น ต้นทุนต่อการทัก (Cost per Message) อยู่ที่ 100 บาท และ ต้นทุนการหาลูกค้าจริง (CAC) อยู่ที่ 500 บาท/คน ตัวเลขนี้จะเป็นตัวตัดสินว่าธุรกิจ “กำไร” หรือ “ขาดทุน” หากสินค้ามีกำไรต่อชิ้นมากกว่า 500 บาท แสดงว่าแคมเปญนี้สอบผ่านและควรเพิ่มงบเพื่อขยายผลต่อไป แต่ถ้าน้อยกว่าก็ต้องรีบปรับปรุงกลยุทธ์ใหม่ จะสังเกตเหนว่า ในทุกๆขั้นตอนการทำการตลาด จะสามารถใช้ตัวเลขเพื่อวัดผล Campaign การตลาดของเราได้ เป็นที่มาของการทำการตลาดแบบวัดผลได้ (Performance Marketing)

ทำไม Performance Marketing จึงสำคัญ ?

เพราะการตลาดในปัจจุบันไม่ใช่แค่ทำให้คนเห็นแบรนด์ แต่ต้องตอบได้ว่า สิ่งที่ทำไปส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร Performance Marketing คือ กุญแจที่ช่วยเปลี่ยนการตลาดจาก “ค่าใช้จ่าย” ให้กลายเป็น “การลงทุน” ที่วัดผลได้จริง โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน การใช้เงินทุกบาทต้องเกิดความคุ้มค่าสูงสุด (ROAS) การทำ Performance Marketing จึงช่วยลดความเสี่ยงในการ “ลงเงินกับช่องทางผิดๆ” และช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงได้

ประโยชน์ของ Performance Marketing คืออะไร

  • รู้ชัดว่าเงินที่ใช้ไปสร้างผลลัพธ์อะไรกลับมา: สามารถติดตามเส้นทางการเงินได้ว่า งบโฆษณา 100 บาท สร้างรายได้กลับมากี่บาท
  • ปรับแผนได้รวดเร็วจากข้อมูลจริง ไม่ต้องรอเดา: ข้อมูล Real-time ช่วยให้เห็นปัญหาและแก้ไขได้ทันที ไม่ต้องรอจบแคมเปญ
  • ควบคุมงบประมาณได้ดี ลดการใช้งบที่ไม่จำเป็น: หยุดแคมเปญที่ไม่ทำเงิน และเพิ่มงบในแคมเปญที่สร้างกำไร (Scale Up)
  • เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างมีระบบ: สร้างรากฐานการเก็บ Data เพื่อต่อยอดในระยะยาว การทำการตลาดสาย Performance มีข้อได้เปรียบเป็นอย่างมากเมื่อคุณมี Data เยอะ เพราะมันจะทำให้คุณมี Resource มากพอที่จะสามารถระบุได้ว่าใครเป็นกลุ่มลูกค้าของคุณจริงๆกันแน่ ทำให้ประหยัดงบประมาณได้มากยิ่งขึ้น แถมยังแม่นยำ
Key Metrics ในสาย Performance Marketing

ตัวชี้วัดหลักที่ควรรู้ (Key Metrics)

การทำ Performance Marketing จะขาดตัวชี้วัดไม่ได้ สำหรับ C-Level หรือ Manager ที่ต้องดูรายงานผลประกอบการ ตัวอย่าง KPI ที่ใช้บ่อย ได้แก่:

  • Conversion Rate: อัตราส่วนของผู้ที่ตัดสินใจซื้อหรือกระทำตามเป้าหมาย เทียบกับจำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด ยิ่งสูงยิ่งดี
  • Cost per Result (CPA): ต้นทุนต่อหนึ่งผลลัพธ์ เช่น ต้นทุนต่อการได้ลูกค้า 1 ราย
  • Return on Ad Spend (ROAS): ผลตอบแทนจากการจ่ายค่าโฆษณา เป็นตัวชี้วัดความคุ้มค่าที่ชัดเจนที่สุด
  • Click-Through Rate (CTR): อัตราการคลิกผ่านโฆษณา บ่งบอกถึงความน่าสนใจของคอนเทนต์และกลุ่มเป้าหมาย
เครื่องมือทางการตลาดสาย Performance Marketing

เครื่องมือทางการตลาดที่ใช้ทำ Performance Marketing พร้อมตัวชี้วัด

Performance Marketing คือ กลยุทธ์ที่สามารถเริ่มต้นได้จากหลายช่องทาง โดยเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับเป้าหมายของธุรกิจ ซึ่งในปัจจุบันมีช่องทางการตลาดสาย Performance ที่ทั่วโลกนิยม ดังนี้:

การทำ Search Engine Optimization (SEO)

แม้จะไม่ใช่โฆษณาที่จ่ายเงินโดยตรง แต่ SEO คือ หัวใจของ Performance Marketing ระยะยาว เพราะสามารถวัดผลจากคุณภาพของทราฟฟิก (Organic Traffic) ที่เข้ามาด้วยความสนใจจริง ๆ ได้ ถือว่าเป็นกลยุทธการทำการตลาดแบบดึงดูด (Pull Marketing) ที่นิยมกันเป็นอย่างมากในสาย Performance Marketing เพราะการทำ SEO นั้น จะช่วยลดต้นทุนการตลาดในระยะยาวได้อย่างมหาศาลมากๆ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องพึ่งพาเว็บไซต์เป็นหลักอย่างธุรกิจ B2B, E-commerce

ตัวชี้วัดที่สำคัญสำหรับ SEO

  • Impression: จำนวนครั้งที่เว็บไซต์แสดงผลบนหน้าค้นหา
  • Ranking: อันดับของคีย์เวิร์ดบนหน้า Google Search
  • CTR (Click-Through Rate): อัตราการคลิกเมื่อเห็นเว็บไซต์ ยิ่งสูงแปลว่าหัวข้อดึงดูดใจ
  • Clicks: จำนวนคนที่กดเข้ามายังเว็บไซต์จริง

หากธุรกิจต้องการทีมงานที่เข้าใจโครงสร้างเว็บเชิงลึก การส่งทีมมาเรียน คอร์สสอน SEO หรือ คอร์สสอนเขียน SEOกับ เอเจนซี่โดยตรง ANGA MASTERY จะช่วยประหยัดเวลาลองผิดลองถูกได้มาก

การทำ Facebook/Meta Ads

แพลตฟอร์มนี้เหมาะกับการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายตามพฤติกรรมและความสนใจ (Interest-based) สามารถสร้าง Demand ให้กับสินค้าใหม่ ๆ ได้ดี และวัดผลได้ละเอียดตั้งแต่การมองเห็นไปจนถึงยอดขาย ที่สำคัญ เห็นผลรวดเร็วอย่างมาก ตอบโจทย์คนที่ต้องการเร่งยอดขาย หรือทำการตลาดในระยะสั้น

ตัวชี้วัดที่สำคัญสำหรับ Facebook Ads

  • Reach: จำนวนคนที่เห็นโฆษณา (ไม่ซ้ำคน)
  • Frequency: ความถี่ที่คนคนหนึ่งเห็นโฆษณาซ้ำ (หากมากไปอาจเกิด Ad Fatigue)
  • Cost per Purchase: ต้นทุนต่อการสั่งซื้อสินค้า 1 ครั้ง
  • Engagement Rate: ยอดไลก์ แชร์ คอมเมนต์ เทียบกับจำนวนการมองเห็น

หากทีมยิงแอดยังขาดเทคนิคเชิงลึก การอัปสกิลด้วย คอร์สเรียนยิงแอด Facebook Ads สอนโดยตรงจากเอเจนซี่ ANGA MATERY จะสามารถช่วยให้การใช้งบประมาณได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น

การทำ Google Ads

เครื่องมือที่ตอบโจทย์คนที่มีความต้องการ (Intent) อยู่แล้ว เช่น การค้นหาชื่อสินค้าหรือบริการบน Google ทำให้วัดผลเชิง Conversion ได้ชัดเจนและรวดเร็วที่สุด การประมูล Keyword (Bidding) ต้องใช้ความชำนาญ การเรียนรู้ผ่าน คอร์สเรียน Google Ads จะช่วยให้ไม่เสียเงินประมูลแข่งโดยเปล่าประโยชน์

ตัวชี้วัดที่สำคัญสำหรับ Google Ads

  • Conversion Rate: เปอร์เซ็นต์คนที่คลิกโฆษณาแล้วเกิดการซื้อหรือติดต่อจริง
  • Quality Score: คะแนนคุณภาพของโฆษณา (มีผลต่อค่าคลิก ยิ่งคะแนนสูง ค่าคลิกยิ่งถูกลง)
  • Cost per Conversion: ต้นทุนต่อหนึ่งการกระทำที่ต้องการ
  • Impression Share: สัดส่วนที่โฆษณาของเราแสดงผลเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด

การทำ TikTok Ads

แพลตฟอร์มมาแรงที่เน้น Short Video Content เหมาะกับการสร้าง Awareness ควบคู่ไปกับ Conversion ผ่าน TikTok Shop หรือ Website Conversion

ตัวชี้วัดที่สำคัญสำหรับ TikTok Ads

  • CPM (Cost Per Mille): ต้นทุนต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง (ใช้วัดความคุ้มค่าของการเข้าถึง)
  • Video View (2s / 6s / Complete): จำนวนคนที่ดูวิดีโอจนจบ หรือดูเกินระยะเวลาที่กำหนด บ่งบอกคุณภาพคอนเทนต์
  • CVR (Conversion Rate): อัตราการเปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นผู้ซื้อ
  • ROAS (Return on Ad Spend): ความคุ้มค่าของยอดขายเมื่อเทียบกับเงินค่าโฆษณาที่จ่ายไป

การติดตามข้อมูลบนเว็บไซต์ผ่าน Google Tag Manager (GTM)

เครื่องมือจัดการ Tag ที่เปรียบเสมือน “ตัวกลาง” ช่วยให้เราติดโค้ดติดตามผลต่าง ๆ บนเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องแก้โค้ดหลังบ้านบ่อย ๆ ช่วยให้เราจับพฤติกรรมเชิงลึก (Micro-Conversion) ได้ละเอียดกว่าปกติ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่คอร์ส Website Tracking ของ ANGA MASTERY

สิ่งที่วัดผลได้ละเอียดขึ้น (Tracking Capabilities)

  • Button Clicks: การคลิกปุ่มสำคัญ เช่น ปุ่ม “Add to Line” หรือ “โทรหาเรา”
  • Form Submission: การกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียนสำเร็จ
  • Scroll Depth: พฤติกรรมการเลื่อนอ่านหน้าเว็บไซต์ (วัดว่าคนอ่านบทความจบหรือไม่)
  • Video Engagement: การกดเล่นหรือหยุดวิดีโอบนหน้าเว็บ
  • Add Line การกดแอดไลน์เพื่อติดต่อเข้ามาปรึกษาทีม Admin
  • Call Click การกดปุ่มโทรเพื่อปรึกษากับทีม

การอ่านและวิเคราะห์ข้อมูลบนเว็บไซต์ผ่าน Google Analytics 4 (GA4)

เครื่องมือวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้บนเว็บไซต์ฉบับมาตรฐานใหม่จาก Google ที่เน้น Event-Based Tracking ช่วยให้รู้ว่าลูกค้ามาจากไหน ทำอะไร และมีคุณภาพแค่ไหน

ตัวชี้วัดที่สำคัญบนโปรแกรม Google Analytics 4 (GA4)

  • Engagement Rate: อัตราการมีส่วนร่วม (แทนที่ Bounce Rate) วัดจากคนที่อยู่หน้าเว็บเกิน 10 วินาที หรือมีการคลิกเปลี่ยนหน้า
  • Events per User: จำนวนกิจกรรมเฉลี่ยที่ผู้ใช้ 1 คนทำบนเว็บ
  • User Acquisition: แหล่งที่มาของผู้ใช้งาน (เช่น มาจาก Organic Search, Social หรือ Paid Ads)

ผลเสียของธุรกิจที่ไม่ทำ Performance Marketing

ธุรกิจที่ไม่ใช้แนวคิด Performance Marketing คือ ธุรกิจที่กำลังปิดตาทำการตลาดอยู่ ซึ่งมักเผชิญปัญหาโดยไม่รู้ตัว เช่น ใช้งบโฆษณาไปเรื่อย ๆ แต่ไม่รู้ว่าควรเพิ่มหรือลดตรงไหน หรือไม่สามารถตอบได้ว่าช่องทางใดสร้างยอดขายได้จริง ผลที่ตามมา คือ

  • เสียเงินการตลาดโดยไม่รู้ว่าคุ้มหรือไม่: จ่ายเงินไปเหมือนการเสี่ยงดวง
  • ตัดสินใจจากความรู้สึกมากกว่าข้อมูล: ใช้ “ความเชื่อ” (Gut Feeling) แทนที่จะใช้ Data-Driven
  • แข่งขันกับคู่แข่งได้ยาก เพราะไม่รู้จุดแข็ง–จุดอ่อนของตัวเอง: ไม่รู้ว่าลูกค้าหลุดหายไปในขั้นตอนไหนของ Funnel

Performance Marketing กับการตลาดทั่วไปต่างกันอย่างไร ?

ความแตกต่างหลักอยู่ที่ “วิธีคิดและการวัดผล”

การตลาดทั่วไป (Traditional Marketing) มักเน้นการสร้างการรับรู้ เช่น การโฆษณาเพื่อให้คนเห็นแบรนด์ในวงกว้าง วัดผลจากจำนวนการมองเห็นหรือความรู้สึกของผู้บริโภค ขณะที่ Performance Marketing จะโฟกัสไปที่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เช่น

  • มียอดขายเพิ่มขึ้นเท่าไร
  • ได้ลูกค้าใหม่กี่ราย
  • ใช้งบต่อหนึ่งผลลัพธ์เท่าไร

Performance Marketing ต่างจาก Digital Marketing อย่างไร ?

Digital Marketing ทั่วไปอาจสอนให้รู้จักเครื่องมือต่างๆ แต่ Performance Marketing เป็น “แนวคิด” (Mindset) ที่ขั้นกว่า กล่าวคือ Digital Marketing คือการทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งหมด ส่วน Performance Marketing เป็น “แนวคิด” ที่สามารถใช้กับ Digital Marketing ได้ โดยเลือกวัดเฉพาะผลลัพธ์ที่สำคัญต่อธุรกิจ ไม่ใช่แค่การมีตัวตนบนโลกออนไลน์

ตัวอย่างแคมเปญ Performance Marketing ที่ประสบความสำเร็จ

ยก Case Study จากประสบการณ์ของ ANGA Bangkok เช่น จากที่ดูแลลูกค้ามามากกว่า 300 เว็บไซต์ ค้นพบว่าธุรกิจ B2B แห่งหนึ่งที่เคยใช้งบไปกับการสร้าง Awareness เพียงอย่างเดียว เมื่อปรับมาใช้กลยุทธ์ Performance Marketing โดยเน้น Lead Generation ผ่าน Google Ads ผสานกับ SEO เพื่อดักจับคำค้นหาที่มี High Intent ผลลัพธ์คือ Cost per Lead ลดลง 40% และคุณภาพของ Lead ที่ได้มีโอกาสปิดการขายสูงขึ้นถึง 2 เท่า นี่คือพลังของการวัดผลและปรับปรุงอย่างตรงจุด

ข้อดี – ข้อเสียของ Performance Marketing

ข้อดี Performance Marketing

  • Measurable: วัดผลได้ทุกเม็ดเงิน
  • Transparent: โปร่งใส ตรวจสอบได้
  • Optimizable: ปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ตลอดเวลา

ข้อเสีย Performance Marketing

  • Requires Expertise: ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจสูงในการวิเคราะห์ข้อมูล
  • Platform Dependency: พึ่งพาอัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย

สรุป Performance Marketing

Performance Marketing คือ หัวใจของการตลาดยุคใหม่ที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตจากข้อมูลจริง ไม่ใช่การคาดเดา การเข้าใจว่าใช้อะไรวัดผล และต่างจากการตลาดทั่วไปอย่างไร จะช่วยให้ธุรกิจใช้เงินทุกบาทได้คุ้มค่ามากขึ้น หากองค์กรต้องการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ การเริ่มศึกษาและนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้คือก้าวแรกสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

 

คำถามที่พบบ่อยของบทความ Performance Marketing คือ?

Performance Marketing ใช้ช่องทางใดบ้างได้บ้าง ?

สามารถทำผ่าน Google Ads, Social Media Ads, SEO, Affiliate Marketing และช่องทางดิจิทัลที่วัดผลได้ทุกรูปแบบ

จะเริ่มทำ Performance Marketing อย่างไรให้ได้ผล ?

เริ่มจากการตั้งเป้าหมายที่ชัด เลือกช่องทางให้เหมาะ และติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ โดยต้องติดตั้งระบบ Tracking ให้ถูกต้อง

Performance Marketing เหมาะกับธุรกิจแบบไหน ?

เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ชัดเจน เช่น E-commerce ธุรกิจบริการ และองค์กรที่ต้องการควบคุมงบการตลาด

ทำไมธุรกิจควรทำ Performance Marketing

เพราะช่วยให้รู้ว่าเงินที่ใช้ไปสร้างผลลัพธ์อะไรกลับมา และลดการใช้งบที่ไม่คุ้มค่า ช่วยบริหาร Cash Flow ได้ดีขึ้น

Performance Marketing Specialist ทำอะไรบ้าง

ทำหน้าที่วางกลยุทธ์ บริหารงบประมาณ วิเคราะห์ข้อมูล และ Optimize แคมเปญให้ได้ KPI ตามเป้าหมาย

Performance Marketing ควรทำควบคู่กับการตลาดแบบไหนถึงจะได้ผลดีที่สุด ?

ควรทำควบคู่กับ Brand Marketing และ Content Marketing เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มอัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้า หากสนใจด้านการเขียน

คอร์สเรียน Performance Marketing

ANGA MASTERY แพลตฟอร์มการตลาดสาย Performance

หากเป็นเจ้าของธุรกิจ ผู้บริหาร หรือ Marketing Manager ที่ต้องการ “ทางลัด” สู่ความเชี่ยวชาญ ANGA MASTERY พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ด้านความรู้ให้กับธุรกิจของคุณ ANGA MASTERY เราคือสถาบันการเรียนรู้ที่ก่อตั้งโดย ANGA Bangkok Agency เอเจนซีชั้นนำที่มีประสบการณ์ดูแลลูกค้ากว่า 300 ราย ถ่ายทอด “Insight” เชิงลึกจากประสบการณ์จริง

ANGA MASTERY มีรูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการขององค์กร:

  • Public Training: คอร์สเรียนกลุ่มย่อยแบบ Public Class พร้อมมีครูผู้ช่วย TA คอยช่วยดูแลตลอดทั้งคลาส เจาะลึกเข้มข้น แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนร่วมคลาสจากหลากหลายอุตสาหกรรม สามารถดูรายละเอียดคอร์ส Performance Marketing ที่เปิดสอนได้แล้ววันนี้
  • In-House Training: หรือบริการ จัดอบรมภายในองค์กร หลักสูตรที่ออกแบบพิเศษ (Tailor-made) เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาทีมงานโดยเฉพาะให้กับธุรกิต สอนโดย ทีมผู้สอนที่เคยทำงานจริงในวงการ Performance Marketing Agency
  • Online Course: เรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา สำหรับผู้ที่ต้องการทบทวนความรู้ คอร์สเรียน Google Analytics Online เริ่มเรียนได้แล้ววันนี้! พร้อมรับใบเซอร์ การันตีจากเอเจนซี่

เราการันตีเนื้อหาที่อัปเดตใหม่ล่าสุด พร้อมกลยุทธ์ที่นำไปใช้งานได้ทันที เพื่อให้พร้อมรับมือกับทุกความท้าทายในโลก Digital Marketing หากสนใจยกระดับทีมงานหรือตนเอง สามารถดูรายละเอียด คอร์ส Performance Marketing ทั้งหมดของเราได้ทันที มาร่วมปลดล็อกศักยภาพทางธุรกิจไปกับ ANGA MASTERY

เขียนโดย: Nonnaree Somjainuk (ศิษย์เก่าคลาส Advanced SEO Content Writing Batch 2)

คอร์สเรียน Google Analytics 4 เรียนออนไลน์
AI Search vs SEO
คอร์สเรียน SEO Strategy for Executives (Onsite)
คอร์สเรียน Website Tracking (Onsite)
คอร์สเรียนยิงแอด Facebook (Onsite)
คอร์ส SEO Content Writing
คอร์สเรียน Google Ads

พัฒนาสกิลที่ถูกต้องสำหรับผู้นำ
ด้านการตลาดออนไลน์

ปรึกษาคอร์สเรียน
Home Page คืออะไร? เจาะลึกความสำคัญ และ สร้างยังไงให้น่าประทับใจ

กุมภาพันธ์ 5

Home Page คืออะไร? เจาะลึกความสำคัญ และ สร้างยังไงให้น่าประทับใจ

Home Page คืออะไร? ทำความรู้จักความสำคัญของหน้าแรกของเว็บไซต์ พร้อมเจาะลึกความต่างระหว่าง Web Page และวิธีออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ให้น่าประทับใจ

Related News

มัดรวมมาให้แล้ว! 20 วิธีการพัฒนาทีมงานให้มีประสิทธิภาพ

5 กุมภาพันธ์

มัดรวมมาให้แล้ว! 20 วิธีการพัฒนาทีมงานให้มีประสิทธิภาพ

20 วิธีการพัฒนาทีมงานให้มีประสิทธิภาพ มัดรวมมาให้แล้ว เป็นสิ่งที่องค์กรรุ่นใหม่ห้ามพลาด ไม่ว่าจะเป็น Soft และ Hard Skills ของคนในทีม และการตั้งตัวชี้วัด (KPI)

อ่านเพิ่มเติม
พบคน Toxic ในที่ทำงาน? เทคนิคการรับมือ เพื่อให้สังคมการทำงานดีขึ้น

5 กุมภาพันธ์

พบคน Toxic ในที่ทำงาน? เทคนิคการรับมือ เพื่อให้สังคมการทำงานดีขึ้น

คน Toxic ในที่ทำงานคืออะไร พร้อม 15 วิธีรับมือกับคน Toxic จะอยู่ต่อหรือควรพอแค่นี้ มีคำตอบรวมให้ในนี้

อ่านเพิ่มเติม
30 คำศัพท์วัยรุ่น คำศัพท์ Gen Z ปี 2026 รับรองไม่ตกเทรนด์

5 กุมภาพันธ์

30 คำศัพท์วัยรุ่น คำศัพท์ Gen Z ปี 2026 รับรองไม่ตกเทรนด์

อัปเดตคำศัพท์วัยรุ่นไทยปี 2026 สำหรับคนไม่อยากตกขบวน รู้ทันคำศัพท์ Gen Z เข้าใจคำใหม่ คำฮิต คำไวรัล ใช้สื่อสารได้จริงทั้งออนไลน์และออฟไลน์

อ่านเพิ่มเติม