04 OCTOBER 24
3.0k
ใครที่อยู่ในวงการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งจะทราบว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งอัลกอรึทึ่มที่อัปเดตอย่างต่อเนื่อง ทั้งเทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือเทรนด์ต่าง ๆ ที่มาไวไปไว ซึ่งการทำ SEO ก็ต้องมีการปรับตัวตามเช่นกัน จากสถิติล่าสุดเราพบว่า 68% ของการซื้อของออนไลน์ เริ่มต้นจากการค้นหาข้อมูลบน Google Search แต่มีเพียง 0.78% เท่านั้น ที่คลิกไปดูผลลัพธ์ในหน้าที่ 2 ของ Google SERPs ดังนั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการทำ SEO ให้ติดหน้าแรก Google จึงสำคัญมาก! ANGA Mastery จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า SEO คืออะไรแบบครบทุกแง่มุม ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานไปจนถึงกลยุทธ์และเทคนิคในการทำ SEO สำหรับปี 2025 เพื่อนำพาธุรกิจของคุณให้ติดหน้าค้นหาทั้ง Google Search และ AI Search อย่าง Gemini, ChatGPT หรือ Google AI Mode ตัวใหม่ล่าสุด
การทำ SEO คือการปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้ติดอันดับบนเครื่องมือค้นหา (Search Engine) โดยเฉพาะ Google ที่มีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 90% ในปัจจุบัน โดย SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization ซึ่งจะครอบคลุมกระบวนการปรับปรุงเว็บไซต์ ทั้งในด้านของโครงสร้าง เนื้อหา องค์ประกอบ ดีไซน์ และรวมไปถึงปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ด้วย เพื่อให้เว็บไซต์ปรากฏในตำแหน่งที่ดีที่สุดบนหน้าแสดงผลการค้นหา (หน้าแรก หรืออันดับ 1-10) สำหรับการค้นหาด้วยสิ่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ ซึ่งนำไปสู่การได้มาซึ่ง Organic Traffic ที่มีโอกาสในการเป็นลูกค้าสูง เนื่องจากพวกเขาสนใจในตัวสินค้าหรือบริการของคุณอยู่แล้ว
อย่างที่เราบอกไปว่า SEO คือการปรับแต่งเว็บไซต์อย่างครบวงจร เพื่อให้เว็บไซต์เป็นมิตรกับ Search Engine มากที่สุด (SEO Friendly) ดังนั้น จึงแบ่งออกเป็น 3 องค์ประกอบหลัก เพื่อให้ขอบเขตการทำงานของแต่ละฝ่ายมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น SEO Specialist (ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO), SEO Content Writer (นักเขียนบทความ SEO) หรือ Website Developer (นักพัฒนาเว็บไซต์) ก็ตาม
On-Page SEO คือการปรับปรุงองค์ประกอบต่าง ๆ ที่อยู่ภายในเว็บไซต์ของเราเอง โดยจะเน้นไปที่ส่วนหน้าบ้านที่ผู้ใช้งานสามารถมองเห็นได้ ตั้งแต่เนื้อหาหรือบทความ SEO ไปจนถึง UX/UI Design เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานของผู้ใช้และทำให้ Googlebot ทำความเข้าใจเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น
Off-Page SEO คือการสร้างความน่าเชื่อถือหรือชื่อเสียงให้กับตัวธุรกิจ ผ่านปัจจัยภายนอกเว็บไซต์ ซึ่งมักจะเรียกกันว่าเป็นการทำ Link Building หรือ Backlink (การวางลิงก์เว็บไซต์เราบนเว็บไซต์อื่น ๆ ที่น่าเชื่อถือ ในรูปแบบที่ผู้ใช้สามารถคลิกมายังเว็บไซต์ของเราได้) และรวมไปถึงการเอ่ยถึงชื่อธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ หรือ Social Media ด้วย
Technical SEO คือการปรับแต่งเว็บไซต์เชิงเทคนิค ส่วนมากจะเป็นส่วนหลังบ้านที่นักพัฒนาเว็บไซต์ดูแล เพื่อให้ Googlebot สามารถเข้ามาอ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์ได้ง่ายและสะดวกที่สุด ซึ่งรวมถึงการทำให้ผู้ชมใช้งานเว็บไซต์ได้สะดวกที่สุดด้วย เมื่อเว็บไซต์มีประสิทธิภาพสูง Google ก็จะจัดทำดัชนี และนำเว็บไซต์ของเราไปจัดอันดับนั่นเอง
SEO และ SEM คืออะไร ต่างกันอย่างไรบ้าง? ทั้งสองสิ่งนี้เป็นกลยุทธ์ในการทำการตลาดผ่านเครื่องมือค้นหาเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน โดย SEM (Search Engine Marketing) คือกลยุทธ์หลักที่ประกอบไปด้วย SEO และ PPC หรือ Google Ads ดังนั้น SEO จึงเป็นส่วนหนึ่งของ SEM โดยสามารถทำความเข้าใจเพิ่มเติมได้จากเนื้อหาต่อไปนี้
SEO คือการปรับปรุงเว็บไซต์ของคุณให้มีอันดับที่ดีขึ้นในผลการค้นหาแบบธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงการทำให้เว็บไซต์ของคุณปรากฏในตำแหน่งสูง ๆ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณา การทำ SEO ต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอในการดำเนินการ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะยั่งยืนและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจในระยะยาว
SEM คือการทำการตลาดบนเครื่องมือค้นหาที่ครอบคลุมทั้ง SEO และการลงโฆษณาแบบเสียเงิน (Pay-Per-Click หรือ PPC) บางคนอาจจะบอกว่า SEM คือ PPC ก็ได้ ซึ่งมันจะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณสามารถปรากฏในตำแหน่งต้น ๆ ของผลการค้นหาได้อย่างรวดเร็วผ่านการซื้อโฆษณา ถึงแม้จะมีค่าใช้จ่ายโดยตรงในการซื้อโฆษณา แต่ก็เป็นวิธีที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทันทีและสร้างยอดขายได้เร็วขึ้น
ในยุคที่ AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ การทำ ASEO (Adaptive Search Engine Optimization) จะเป็นกุญแจสำคัญในการเอาชนะทั้งคู่แข่งและ AI บนหน้าผลการค้นหา ASEO หรือ Adaptive Search Engine Optimization เป็นแนวคิดใหม่ในการทำ SEO ที่มุ่งเน้นการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้ใช้อย่างรวดเร็ว
การทำ ASEO จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักคือ Content Strategy, Site Trustworthiness และ Site Experience Quality ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้สามารถแบ่งออกเป็น 7 ปัจจัยย่อย ที่ทำให้ ASEO Framework สมบูรณ์แบบที่สุด โดยไล่ตั้งแต่ฐานไปจนถึงยอดพีระมิด ดังนี้
การเลือกคำค้นที่เหมาะสมต้องมาพร้อมกับการเข้าใจเจตนาของผู้ใช้ เพราะคนที่ค้นหา "ลายสร้อยทองผู้ชาย" กับ "ร้านทองใกล้ฉัน" มีความต้องการที่แตกต่างกัน การวางแผนคำค้นแบบมีหลักการจะช่วยให้เก็บลูกค้าได้ตาม Marketing Funnel อย่างมีประสิทธิภาพ
เนื้อหาคุณภาพไม่ได้วัดจากความยาวหรือจำนวนคำ แต่เป็นการเขียนให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์สูงสุดและเขียนตาม E-E-A-T Factor ที่ครอบคลุมประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องอย่างลงตัว ส่วนเนื้อหาในธุรกิจ YMYL ที่เกี่ยวข้องกับเงิน สุขภาพ หรือชีวิต ต้องมีความรอบคอบและความน่าเชื่อถือสูงมากขึ้นไปอีก
Silo-based structure คือกลยุทธ์การเชื่อมโยง Internal Link แบบเป็นระบบ ซึ่งจะส่งผ่านค่าพลังระหว่างหน้าเว็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวาง Internal Link Strategy ในรูปแบบ Tree Diagram ทำให้เว็บไซต์ได้รับการส่งค่าพลังกันไปมาเหมือนใยแมงมุม ช่วยเสริมสร้างอันดับของทุกหน้าในเว็บไซต์
Backlink ยังคงสำคัญ แต่ใน ASEO Framework เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ลิงก์ที่ดีต้องมาจากเว็บที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ มี Traffic จริง และมีค่า Domain Rating สูง การได้รับ Backlink จากแหล่งน่าเชื่อถือจะเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ในสายตา Google
การทำ SEO ไม่จำกัดแค่ Backlink แต่รวมปัจจัยภายนอกอื่น ๆ เช่น Google My Business หรือ Google Business Profile, Social Media Presence, ปริมาณการค้นหาชื่อแบรนด์ และการตลาดออฟไลน์ เพราะ Google สามารถจับสัญญาณความดังและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ได้จากหลายช่องทาง
การปรับปรุง UX/UI ให้ผู้ใช้อยู่กับหน้าเว็บนานขึ้นและมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้นส่งผลต่ออันดับโดยตรง การแก้ไขรายละเอียดเช่น สีปุ่ม Add to Cart หรือการจัดวางเนื้อหาจะส่งผลต่อ GA4 Events ที่ Google สามารถรับรู้ได้
เว็บไซต์ต้องมีปัญหาทางเทคนิคน้อยที่สุด หากเกิดขึ้นต้องแก้ไขถูกต้องทันที การปรึกษา SEO Specialist ก่อนสร้างเว็บจะป้องกันปัญหาในอนาคต ตั้งแต่การเลือก CMS การออกแบบ UX/UI ไปจนถึงการจัดการโครงสร้างเว็บไซต์ให้รองรับการเขียน SEO Content อย่างการเลือกใช้ WordPress เป็นต้น
AI Search กำลังมาแรง แถม Google ก็เพิ่งปล่อยฟีเจอร์ตัวใหม่บน Google Search หรือ “Google AI Mode” มาด้วย ฟีเจอร์นี้จะรวบรวมและสรุปเนื้อหาให้ผู้ใช้อ่านอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องคลิกเข้าไปอ่านต่อในเว็บไซต์ ดังนั้น แนวทางการทำ SEO ต่อจากนี้ไป คือการทำให้เนื้อหาของเราติด AI Search ให้ได้ โดยเฉพาะ Google AI Mode ตัวล่าสุด แน่นอนว่าเราสรุปมาให้แล้ว ไปดูกันเลยว่าคุณต้องทำอะไรบ้าง
เราสามารถติดตั้ง Schema Markup อย่างง่ายได้ด้วย 2 วิธีด้วยกัน คือการทำ Schema Markup บน WordPress โดยติดตั้งผ่าน Plug in WordPress หรือสามารถติดตั้ง Schema Markup ด้วย Google Tag Manager ได้ด้วย
การวัดผลหลังทำ SEO คือกุญแจสำคัญในการปรับปรุงกลยุทธ์ SEO อย่างต่อเนื่อง พร้อมการใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อตัดสินใจประกอบกัน
การใช้เครื่องมือที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณวิเคราะห์และปรับปรุง SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือ SEO Tools ที่เราอยากแนะนำสำหรับปี 2025 แถมยังเป็นเครื่องมือที่บริษัทรับทำ SEO ทั้งหลายใช้งานจริงด้วย!
โดยสรุปแล้ว SEO คือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรก Google ซึ่งในปี 2025 นี้ AI เข้ามามีบทบาทอย่างมาก ดังนั้น แนวทางการทำ SEO จึงต้องปรับมาเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้ และทำเนื้อหาที่รองรับการหยิบไปใช้งานของ AI Search Platforms ท้ายที่สุด การทำ SEO เป็นการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด ต้องอาศัยการเรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอ ด้วยความรู้และเทคนิคที่คุณได้เรียนรู้จากบทความนี้ คุณจะสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับโลก SEO ในปี 2025 และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจออนไลน์ได้อย่างแน่นอน จงจำไว้ว่า SEO ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคนิค แต่เป็นศิลปะของการเข้าใจและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้อย่างแท้จริง หากคุณอยากพัฒนาทักษะในด้านนี้ สามารถดูคอร์สเรียน SEO หรือคอร์สสอน SEO Content Writing ของเราได้เลย!
พัฒนาสกิลที่ถูกต้องสำหรับผู้นำ
ด้านการตลาดออนไลน์
27 AUGUST
อธิบายหลักการทำงานของ DNS คืออะไร ไม่ใช่สายเทคก็เข้าใจได้ ตัวอย่างของการเปลี่ยน DNS ที่นิยมใช้กัน และหน้าที่หลักๆของเซิร์ฟเวอร์
27 AUGUST
27 AUGUST
27 AUGUST
27 AUGUST
27 AUGUST
ANGA Mastery คือแพลตฟอร์มแห่งการเรียนรู้ด้านการตลาดในยุคดิจิตอล ที่ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของเอเจนซีชั้นนำที่เคยลงมือทำจริง เรียนรู้เทคนิคที่ใช้ได้ผลจริง และนำไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณได้ทันที เหมาะสำหรับ ผู้บริหารองค์กร เช่น CEO, MD, VP, ผู้บริหารระดับสูง นักการตลาดระดับสูง เช่น Marketing Manager และ เจ้าของธุรกิจ