สรุปให้แล้ว SEO คืออะไร พร้อมวิธีทำ SEO ในยุค AI 2025

By Rachavit Whangpatanathon I MD at ANGA Group

04 OCTOBER 24

3.0k

ANGA Mastery  Blog Template (Benz).png

ใครที่อยู่ในวงการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งจะทราบว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งอัลกอรึทึ่มที่อัปเดตอย่างต่อเนื่อง ทั้งเทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือเทรนด์ต่าง ๆ ที่มาไวไปไว ซึ่งการทำ SEO ก็ต้องมีการปรับตัวตามเช่นกัน จากสถิติล่าสุดเราพบว่า 68% ของการซื้อของออนไลน์ เริ่มต้นจากการค้นหาข้อมูลบน Google Search แต่มีเพียง 0.78% เท่านั้น ที่คลิกไปดูผลลัพธ์ในหน้าที่ 2 ของ Google SERPs ดังนั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการทำ SEO ให้ติดหน้าแรก Google จึงสำคัญมาก! ANGA Mastery จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า SEO คืออะไรแบบครบทุกแง่มุม ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานไปจนถึงกลยุทธ์และเทคนิคในการทำ SEO สำหรับปี 2025 เพื่อนำพาธุรกิจของคุณให้ติดหน้าค้นหาทั้ง Google Search และ AI Search อย่าง Gemini, ChatGPT หรือ Google AI Mode ตัวใหม่ล่าสุด

SEO คืออะไร? ส่งผลดีต่อธุรกิจบนช่องทางออนไลน์ได้อย่างไร?

การทำ SEO คือการปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้ติดอันดับบนเครื่องมือค้นหา (Search Engine) โดยเฉพาะ Google ที่มีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 90% ในปัจจุบัน โดย SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization ซึ่งจะครอบคลุมกระบวนการปรับปรุงเว็บไซต์ ทั้งในด้านของโครงสร้าง เนื้อหา องค์ประกอบ ดีไซน์ และรวมไปถึงปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ด้วย เพื่อให้เว็บไซต์ปรากฏในตำแหน่งที่ดีที่สุดบนหน้าแสดงผลการค้นหา (หน้าแรก หรืออันดับ 1-10) สำหรับการค้นหาด้วยสิ่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ ซึ่งนำไปสู่การได้มาซึ่ง Organic Traffic ที่มีโอกาสในการเป็นลูกค้าสูง เนื่องจากพวกเขาสนใจในตัวสินค้าหรือบริการของคุณอยู่แล้ว

SEO ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

SEO ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

อย่างที่เราบอกไปว่า SEO คือการปรับแต่งเว็บไซต์อย่างครบวงจร เพื่อให้เว็บไซต์เป็นมิตรกับ Search Engine มากที่สุด (SEO Friendly) ดังนั้น จึงแบ่งออกเป็น 3 องค์ประกอบหลัก เพื่อให้ขอบเขตการทำงานของแต่ละฝ่ายมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น SEO Specialist (ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO), SEO Content Writer (นักเขียนบทความ SEO) หรือ Website Developer (นักพัฒนาเว็บไซต์) ก็ตาม

 

1. On-Page SEO (การปรับแต่งภายในเว็บไซต์)

On-Page SEO คือการปรับปรุงองค์ประกอบต่าง ๆ ที่อยู่ภายในเว็บไซต์ของเราเอง โดยจะเน้นไปที่ส่วนหน้าบ้านที่ผู้ใช้งานสามารถมองเห็นได้ ตั้งแต่เนื้อหาหรือบทความ SEO ไปจนถึง UX/UI Design เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานของผู้ใช้และทำให้ Googlebot ทำความเข้าใจเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น

  • การปรับแต่ง Title Tags และ Meta Descriptions
  • การเลือกใช้คำค้นหา (Keyword) ในปริมาณที่เหมาะสม
  • การใช้และเรียงลำดับ Header Tags (H1, H2, H3, etc.) ที่ดี
  • การทำ Image Optimization และการเพิ่ม Alt Text ในรูปภาพ
  • การปรับแต่ง URL ให้เป็นมิตรกับ SEO มากที่สุด
  • การสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพและเกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ด
  • การใส่ Internal Link อย่างมีประสิทธิภาพ

2. Off-Page SEO (การสร้างความน่าเชื่อถือจากภายนอก)

Off-Page SEO คือการสร้างความน่าเชื่อถือหรือชื่อเสียงให้กับตัวธุรกิจ ผ่านปัจจัยภายนอกเว็บไซต์ ซึ่งมักจะเรียกกันว่าเป็นการทำ Link Building หรือ Backlink (การวางลิงก์เว็บไซต์เราบนเว็บไซต์อื่น ๆ ที่น่าเชื่อถือ ในรูปแบบที่ผู้ใช้สามารถคลิกมายังเว็บไซต์ของเราได้) และรวมไปถึงการเอ่ยถึงชื่อธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ หรือ Social Media ด้วย

  1. การสร้าง Backlink คุณภาพจากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือและมีชื่อเสียง
  2. การทำ Social Media Marketing เพื่อเพิ่มการรับรู้และการมีส่วนร่วม
  3. การสร้าง Brand Mentions บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ
  4. การทำ Guest Posting บนเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องและมีอิทธิพล
  5. การสร้างและจัดการ Online Reputation

3. Technical SEO (การปรับแต่งและแก้ไขปัญหาทางเทคนิค)

Technical SEO คือการปรับแต่งเว็บไซต์เชิงเทคนิค ส่วนมากจะเป็นส่วนหลังบ้านที่นักพัฒนาเว็บไซต์ดูแล เพื่อให้ Googlebot สามารถเข้ามาอ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์ได้ง่ายและสะดวกที่สุด ซึ่งรวมถึงการทำให้ผู้ชมใช้งานเว็บไซต์ได้สะดวกที่สุดด้วย เมื่อเว็บไซต์มีประสิทธิภาพสูง Google ก็จะจัดทำดัชนี และนำเว็บไซต์ของเราไปจัดอันดับนั่นเอง

  • การปรับปรุงความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ
  • การทำให้เว็บไซต์เป็น Mobile-Friendly
  • การใช้ SSL Certificate (HTTPS)
  • การสร้างและปรับปรุง XML Sitemap
  • การตั้งค่า Robots.txt อย่างถูกต้อง
  • การแก้ไขปัญหา Crawl Errors
  • การปรับปรุง Core Web Vitals

SEO vs SEM ต่างกันอย่างไร

SEO และ SEM คืออะไร ต่างกันอย่างไรบ้าง? ทั้งสองสิ่งนี้เป็นกลยุทธ์ในการทำการตลาดผ่านเครื่องมือค้นหาเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน โดย SEM (Search Engine Marketing) คือกลยุทธ์หลักที่ประกอบไปด้วย SEO และ PPC หรือ Google Ads ดังนั้น SEO จึงเป็นส่วนหนึ่งของ SEM โดยสามารถทำความเข้าใจเพิ่มเติมได้จากเนื้อหาต่อไปนี้

SEO (Search Engine Optimization)

SEO คือการปรับปรุงเว็บไซต์ของคุณให้มีอันดับที่ดีขึ้นในผลการค้นหาแบบธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงการทำให้เว็บไซต์ของคุณปรากฏในตำแหน่งสูง ๆ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณา การทำ SEO ต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอในการดำเนินการ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะยั่งยืนและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจในระยะยาว

SEM (Search Engine Marketing)

SEM คือการทำการตลาดบนเครื่องมือค้นหาที่ครอบคลุมทั้ง SEO และการลงโฆษณาแบบเสียเงิน (Pay-Per-Click หรือ PPC) บางคนอาจจะบอกว่า SEM คือ PPC ก็ได้ ซึ่งมันจะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณสามารถปรากฏในตำแหน่งต้น ๆ ของผลการค้นหาได้อย่างรวดเร็วผ่านการซื้อโฆษณา ถึงแม้จะมีค่าใช้จ่ายโดยตรงในการซื้อโฆษณา แต่ก็เป็นวิธีที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทันทีและสร้างยอดขายได้เร็วขึ้น

ทำไมธุรกิจถึงควรลงทุนทำ SEO

  • เพิ่มการมองเห็น (Visibility) ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณปรากฏในตำแหน่งที่ดีบน SERPs ทำให้ผู้ใช้พบเห็นธุรกิจของคุณได้ง่ายขึ้น
  • สร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ เว็บไซต์ที่ติดอันดับต้น ๆ มักได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้มากกว่าเว็บไซต์ที่ติดอันดับท้าย ๆ และเนื้อหาบนเว็บไซต์ ยังทำให้ธุรกิจดูเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนั้น ๆ อีกด้วย
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการตลาด เมื่อเทียบกับการโฆษณาแบบจ่ายเงินรายคลิก หรือ Google Ads การทำ SEO คือสิ่งที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว
  • เพิ่ม Organic Traffic ที่มีคุณภาพ ผลลัพธ์จากการทำ SEO จะดึงดูดผู้ใช้ที่กำลังมองหาสินค้าหรือบริการของคุณอย่างแม่นยำ และดึงดูดพวกเขาให้เข้ามาใช้งานบนเว็บไซต์
  • เพิ่มโอกาสในการแปลงเป็นลูกค้า หรือการได้มาซึ่ง Conversion Rate ที่สูงขึ้น เพราะผู้ใช้ที่มาจากการค้นหาแบบ Organic มักสนใจในสินค้านั้นจริง ๆ จึงมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นลูกค้าสูงกว่า

วิธีการทำ SEO ให้ติดหน้าแรก Google

ในยุคที่ AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ การทำ ASEO (Adaptive Search Engine Optimization) จะเป็นกุญแจสำคัญในการเอาชนะทั้งคู่แข่งและ AI บนหน้าผลการค้นหา ASEO หรือ Adaptive Search Engine Optimization เป็นแนวคิดใหม่ในการทำ SEO ที่มุ่งเน้นการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้ใช้อย่างรวดเร็ว

ASEO Model

การทำ ASEO จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักคือ Content Strategy, Site Trustworthiness และ Site Experience Quality ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้สามารถแบ่งออกเป็น 7 ปัจจัยย่อย ที่ทำให้ ASEO Framework สมบูรณ์แบบที่สุด โดยไล่ตั้งแต่ฐานไปจนถึงยอดพีระมิด ดังนี้ 

1. Keyword & Search Intent

การเลือกคำค้นที่เหมาะสมต้องมาพร้อมกับการเข้าใจเจตนาของผู้ใช้ เพราะคนที่ค้นหา "ลายสร้อยทองผู้ชาย" กับ "ร้านทองใกล้ฉัน" มีความต้องการที่แตกต่างกัน การวางแผนคำค้นแบบมีหลักการจะช่วยให้เก็บลูกค้าได้ตาม Marketing Funnel อย่างมีประสิทธิภาพ

2. High Quality Content

เนื้อหาคุณภาพไม่ได้วัดจากความยาวหรือจำนวนคำ แต่เป็นการเขียนให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์สูงสุดและเขียนตาม E-E-A-T Factor ที่ครอบคลุมประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องอย่างลงตัว ส่วนเนื้อหาในธุรกิจ YMYL ที่เกี่ยวข้องกับเงิน สุขภาพ หรือชีวิต ต้องมีความรอบคอบและความน่าเชื่อถือสูงมากขึ้นไปอีก

3. Silo-based structure

Silo-based structure คือกลยุทธ์การเชื่อมโยง Internal Link แบบเป็นระบบ ซึ่งจะส่งผ่านค่าพลังระหว่างหน้าเว็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวาง Internal Link Strategy ในรูปแบบ Tree Diagram ทำให้เว็บไซต์ได้รับการส่งค่าพลังกันไปมาเหมือนใยแมงมุม ช่วยเสริมสร้างอันดับของทุกหน้าในเว็บไซต์

4. Link Building

Backlink ยังคงสำคัญ แต่ใน ASEO Framework เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ลิงก์ที่ดีต้องมาจากเว็บที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ มี Traffic จริง และมีค่า Domain Rating สูง การได้รับ Backlink จากแหล่งน่าเชื่อถือจะเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ในสายตา Google

5. External Signals

การทำ SEO ไม่จำกัดแค่ Backlink แต่รวมปัจจัยภายนอกอื่น ๆ เช่น Google My Business หรือ Google Business Profile, Social Media Presence, ปริมาณการค้นหาชื่อแบรนด์ และการตลาดออฟไลน์ เพราะ Google สามารถจับสัญญาณความดังและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ได้จากหลายช่องทาง

6. Search Experience Optimization (SXO)

การปรับปรุง UX/UI ให้ผู้ใช้อยู่กับหน้าเว็บนานขึ้นและมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้นส่งผลต่ออันดับโดยตรง การแก้ไขรายละเอียดเช่น สีปุ่ม Add to Cart หรือการจัดวางเนื้อหาจะส่งผลต่อ GA4 Events ที่ Google สามารถรับรู้ได้

7. Technical Issues

เว็บไซต์ต้องมีปัญหาทางเทคนิคน้อยที่สุด หากเกิดขึ้นต้องแก้ไขถูกต้องทันที การปรึกษา SEO Specialist ก่อนสร้างเว็บจะป้องกันปัญหาในอนาคต ตั้งแต่การเลือก CMS การออกแบบ UX/UI ไปจนถึงการจัดการโครงสร้างเว็บไซต์ให้รองรับการเขียน SEO Content อย่างการเลือกใช้ WordPress เป็นต้น

วิธีการทำ SEO ให้ติด AI Search

AI Search กำลังมาแรง แถม Google ก็เพิ่งปล่อยฟีเจอร์ตัวใหม่บน Google Search หรือ “Google AI Mode” มาด้วย ฟีเจอร์นี้จะรวบรวมและสรุปเนื้อหาให้ผู้ใช้อ่านอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องคลิกเข้าไปอ่านต่อในเว็บไซต์ ดังนั้น แนวทางการทำ SEO ต่อจากนี้ไป คือการทำให้เนื้อหาของเราติด AI Search ให้ได้ โดยเฉพาะ Google AI Mode ตัวล่าสุด แน่นอนว่าเราสรุปมาให้แล้ว ไปดูกันเลยว่าคุณต้องทำอะไรบ้าง

 

Technical SEO ต้องไม่มีปัญหา

  • ทุกหน้าควรมีสถานะ 200 (OK) และแก้ไขปัญหา 404s หรือ Redirect ที่ไม่ถูกต้อง
  • ไม่บล็อก Googlebot หรือ Google-Extended ใน robots.txt
  • ใช้ Meta Tag อย่าง noindex หรือ nosnippet เฉพาะเมื่อต้องการซ่อนเนื้อหาจริง ๆ
  • ตั้งค่า Canonical Tag อย่างสม่ำเสมอเพื่อหลีกเลี่ยงเนื้อหาซ้ำ
  • เว็บไซต์ของคุณต้องโหลดเร็วและรองรับการใช้งานบนมือถือ

การจัดการโครงสร้างเนื้อหา

  • ใช้ Heading ตามลำดับ (H1 ตามด้วย H2 และ H3)
  • Title และ Meta Description ควรตรงกับการค้นหาของผู้ใช้งานจริง
  • ความเร็วของเว็บไซต์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเว็บไซต์ที่ช้าจะส่งผลต่ออันดับ ผู้ใช้งาน และการมองเห็นโดย AI ควรทดสอบความเร็วด้วย GTMetrix หรือเครื่องมือของ Google และแก้ไขให้ดีขึ้นโดยเร็ว

สร้างโอกาสในการปิดการขาย

  • ใช้ Heading ที่มี Keyword ที่เกี่ยวข้อง
  • จัดโครงสร้าง Heading ให้สะอาดตาและเป็นระเบียบ
  • ทำให้ Call to Action (CTA) ชัดเจนและมองเห็นได้ทันที เพราะการค้นหาผ่าน AI อาจหมายถึงการคลิกน้อยลง ทุกการเข้าชมจึงมีค่า

Schema Markup

ประเภท Schema Markup ที่ควรใช้

  • Product สำหรับหน้า E-commerce ควรระบุราคา สต๊อก และรีวิว
  • Service สำหรับบริการ ควรระบุสิ่งที่รวมอยู่ ราคา และที่ตั้ง
  • Article สำหรับ Blog Post หรือเนื้อหาข่าว
  • FAQPage สำหรับหน้าที่ตอบคำถามที่พบบ่อย
  • LocalBusiness สำหรับร้านค้าหรือสำนักงานที่มีที่อยู่จริง

เราสามารถติดตั้ง Schema Markup อย่างง่ายได้ด้วย 2 วิธีด้วยกัน คือการทำ Schema Markup บน WordPress โดยติดตั้งผ่าน Plug in WordPress หรือสามารถติดตั้ง Schema Markup ด้วย Google Tag Manager ได้ด้วย

ใช้ AI ช่วยได้ แต่ต้องไม่มากเกินไป

  • อย่าสร้างหน้าเว็บที่มีเนื้อหาคล้ายกัน โดยเปลี่ยนแค่ชื่อหรือสถานที่
  • หากใช้ AI ช่วยเขียนเนื้อหา ต้องแก้ไขปรับปรุงและเช็กข้อเท็จจริงก่อน
  • ใช้ AI เพื่อช่วยเขียน ไม่ใช่เพื่อเผยแพร่ การแก้ไขเนื้อหาเป็นสิ่งจำเป็น
  • รักษาคุณภาพให้สูง AI สามารถช่วยได้ แต่ไม่สามารถแทนที่เนื้อหาที่มีความคิดและเป็นประโยชน์ได้

ตรวจสอบให้แน่ใจว่า AI Agent เข้าใช้งานเว็บไซต์ของคุณได้

  • ใช้เครื่องมืออย่าง Manus หรือ GPT Operator เพื่อทดสอบว่า AI สามารถใช้งานเว็บไซต์ของคุณได้ดีมากแค่ไหน
  • ตรวจสอบว่า Agent สามารถค้นหาหน้าสำคัญ คลิกปุ่ม หรือกรอกแบบฟอร์มได้หรือไม่
  • หาก AI ติดขัด ให้หาสาเหตุและแก้ไข อาจเป็นเพราะป้ายกำกับไม่ชัดเจน คำแนะนำหายไป หรือการนำทางที่ซับซ้อน
  • ดำเนินการตรวจสอบเหล่านี้เป็นประจำ หาก AI ไม่สามารถใช้งานเว็บไซต์ของคุณได้อย่างถูกต้อง ก็อาจจะไม่แนะนำเว็บไซต์ของคุณด้วย

การวัดผลและวิเคราะห์ SEO

การวัดผลหลังทำ SEO คือกุญแจสำคัญในการปรับปรุงกลยุทธ์ SEO อย่างต่อเนื่อง พร้อมการใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อตัดสินใจประกอบกัน

KPI สำคัญในการวัดความสำเร็จของ SEO

  1. Organic Traffic จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์จากการค้นหาแบบธรรมชาติ
  2. Keyword Rankings อันดับของคีย์เวิร์ดเป้าหมายบน SERPs
  3. Conversion Rate อัตราการแปลงผู้เข้าชมเป็นลูกค้าหรือเป้าหมายที่ต้องการ
  4. Bounce Rate อัตราการออกจากเว็บไซต์หลังจากดูเพียงหน้าเดียว
  5. Page Load Time เวลาในการโหลดหน้าเว็บ
  6. Backlink Profile คุณภาพและปริมาณของ Backlinks
  7. Organic CTR (Click-Through Rate) อัตราการคลิกจากผลการค้นหา

การติดตามและปรับปรุงกลยุทธ์ SEO อย่างต่อเนื่อง

  1. ทำ SEO Audit อย่างสม่ำเสมอ (อย่างน้อยทุก 3-6 เดือน)
  2. ติดตาม Algorithm Updates ของ Google และปรับกลยุทธ์ตาม
  3. วิเคราะห์ Competitor Performance และหาโอกาสในการปรับปรุง
  4. ทดสอบ A/B เพื่อหาวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุด
  5. ใช้ AI และ Machine Learning ในการคาดการณ์แนวโน้ม SEO
  6. ปรับปรุงเนื้อหาเก่าให้ทันสมัยและตรงกับ Search Intent ปัจจุบัน
  7. สร้าง Dashboard สำหรับติดตาม KPI หลักแบบ Real-time

แนะนำเครื่องมือสำคัญในการทำ SEO

การใช้เครื่องมือที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณวิเคราะห์และปรับปรุง SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือ SEO Tools ที่เราอยากแนะนำสำหรับปี 2025 แถมยังเป็นเครื่องมือที่บริษัทรับทำ SEO ทั้งหลายใช้งานจริงด้วย!

1. Google Search Console และ Google Analytics 4

  • ฟรีและให้ข้อมูลโดยตรงจาก Google
  • ติดตาม Organic Traffic, Keyword Rankings, และ Technical Issues
  • วิเคราะห์ User Behavior และ Conversion

2. SEMrush หรือ Ahrefs

  • วิเคราะห์ Keyword และ Backlink อย่างละเอียด
  • ติดตามอันดับคีย์เวิร์ดและเปรียบเทียบกับคู่แข่ง
  • ทำ Site Audit และหา Technical Issues

3. Screaming Frog

  • Crawl เว็บไซต์เพื่อหา Technical SEO Issues
  • วิเคราะห์โครงสร้างเว็บไซต์และ Internal Linking
  • ตรวจสอบ Title Tags, Meta Descriptions, และ Header Tags

สรุปบทความ

โดยสรุปแล้ว SEO คือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรก Google ซึ่งในปี 2025 นี้ AI เข้ามามีบทบาทอย่างมาก ดังนั้น แนวทางการทำ SEO จึงต้องปรับมาเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้ และทำเนื้อหาที่รองรับการหยิบไปใช้งานของ AI Search Platforms ท้ายที่สุด การทำ SEO เป็นการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด ต้องอาศัยการเรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอ ด้วยความรู้และเทคนิคที่คุณได้เรียนรู้จากบทความนี้ คุณจะสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับโลก SEO ในปี 2025 และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจออนไลน์ได้อย่างแน่นอน จงจำไว้ว่า SEO ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคนิค แต่เป็นศิลปะของการเข้าใจและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้อย่างแท้จริง หากคุณอยากพัฒนาทักษะในด้านนี้ สามารถดูคอร์สเรียน SEO หรือคอร์สสอน SEO Content Writing ของเราได้เลย!

Related News

องค์กรที่ประสบความสําเร็จวัดจากอะไร?

ในฐานะที่มีหน้าที่ขับเคลื่อน “คน” ในองค์กร เรามักเจอคำถามซ้ำ ๆ ว่า “องค์กรที่ประสบความสำเร็จวัดจากอะไร?” ดูเป็นคำถามง่าย ๆ แต่ก็ตอบกันได้ยาก เพราะความสำเร็จของแต่ละองค์กรก็นิยามออกมาแตกต่างกัน บางองค์กรชี้วัดจากกำไร บางแห่งเน้นพนักงานมีความสุข หรือบางบริษัทอาจยึดความยั่งยืนเป็นเป้าหมายใหญ่คำถามคือ แล้วขององค์กรเรา...วัดจากอะไรดี? วันนี้ ANGA MASTERY จะมาแชร์ 5 ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้คุณสามารถประเมินความสำเร็จขององค์กรได้อย่างชัดเจนและแม่นยำ พร้อมกับเช็คลิสต์ที่คุณสามารถนำไปใช้ได้ทันที

เปิด 10 อันดับ บิวตี้บล็อกเกอร์ในไทย สายบิวตี้ ต้องติดตามไว้เลย 2025

รวม 10 อันดับบิวตี้บล็อกเกอร์หรืออินฟลูเอนเซอร์สายบิวตี้ในไทยที่มียอดฟอล เยอะที่สุด อัปเดตล่าสุดปี 2025 ใครที่รักเรื่องความสวยความงาม ห้ามพลาด!

รู้ก่อนโพสต์! fyp คืออะไร? พร้อม 3 ทริคทำคอนเทนต์ลง TikTok ยังไงให้ปัง

For You Page หรือ fyp คืออะไรกันแน่ คนมักเลือกที่จะทำคลิปใน TikTok กันมากขึ้นเพื่อให้เป็นกระแส แต่ไม่ค่อยมีใครดูเลยต้องใส่ #fyp ตลอด

องค์กรที่ประสบความสําเร็จวัดจากอะไร?

ในฐานะที่มีหน้าที่ขับเคลื่อน “คน” ในองค์กร เรามักเจอคำถามซ้ำ ๆ ว่า “องค์กรที่ประสบความสำเร็จวัดจากอะไร?” ดูเป็นคำถามง่าย ๆ แต่ก็ตอบกันได้ยาก เพราะความสำเร็จของแต่ละองค์กรก็นิยามออกมาแตกต่างกัน บางองค์กรชี้วัดจากกำไร บางแห่งเน้นพนักงานมีความสุข หรือบางบริษัทอาจยึดความยั่งยืนเป็นเป้าหมายใหญ่คำถามคือ แล้วขององค์กรเรา...วัดจากอะไรดี? วันนี้ ANGA MASTERY จะมาแชร์ 5 ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้คุณสามารถประเมินความสำเร็จขององค์กรได้อย่างชัดเจนและแม่นยำ พร้อมกับเช็คลิสต์ที่คุณสามารถนำไปใช้ได้ทันที

เปิด 10 อันดับ บิวตี้บล็อกเกอร์ในไทย สายบิวตี้ ต้องติดตามไว้เลย 2025

รวม 10 อันดับบิวตี้บล็อกเกอร์หรืออินฟลูเอนเซอร์สายบิวตี้ในไทยที่มียอดฟอล เยอะที่สุด อัปเดตล่าสุดปี 2025 ใครที่รักเรื่องความสวยความงาม ห้ามพลาด!

รู้ก่อนโพสต์! fyp คืออะไร? พร้อม 3 ทริคทำคอนเทนต์ลง TikTok ยังไงให้ปัง

For You Page หรือ fyp คืออะไรกันแน่ คนมักเลือกที่จะทำคลิปใน TikTok กันมากขึ้นเพื่อให้เป็นกระแส แต่ไม่ค่อยมีใครดูเลยต้องใส่ #fyp ตลอด

logo

ติดต่อเรา

ANGA Mastery คือแพลตฟอร์มแห่งการเรียนรู้ด้านการตลาดในยุคดิจิตอล ที่ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของเอเจนซีชั้นนำที่เคยลงมือทำจริง เรียนรู้เทคนิคที่ใช้ได้ผลจริง และนำไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณได้ทันที เหมาะสำหรับ ผู้บริหารองค์กร เช่น CEO, MD, VP, ผู้บริหารระดับสูง นักการตลาดระดับสูง เช่น Marketing Manager และ เจ้าของธุรกิจ